"ลาเต้ขมิ้น vs มัทฉะลาเต้" เมนูไหนต้านอักเสบดีกว่า? สรุปชัดโดยนักกำหนดอาหาร!

"ลาเต้ขมิ้น vs มัทฉะลาเต้" เมนูไหนต้านอักเสบดีกว่า? สรุปชัดโดยนักกำหนดอาหาร!

"ลาเต้ขมิ้น vs มัทฉะลาเต้" เมนูไหนต้านอักเสบดีกว่า? สรุปชัดโดยนักกำหนดอาหาร!
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

"ลาเต้ขมิ้น" vs "มัทฉะลาเต้" เมนูไหนต้านการอักเสบได้ดีกว่ากัน? สรุปชัดเจนโดยนักกำหนดอาหาร

ในวันสบายๆ การได้จิบเครื่องดื่มอุ่นๆ สักแก้วถือเป็นการผ่อนคลายชั้นดี และสำหรับสายรักสุขภาพ ยุคนี้คงไม่มีเครื่องดื่มชงแก้วไหนโดดเด่นไปกว่า "ลาเต้ขมิ้น" (Turmeric Latte) สีนวลทอง และ "มัทฉะลาเต้" (Matcha Latte) สีเขียวสดใส ทั้งสองเมนูต่างสกัดมาจากพืชที่มีสีสันเฉพาะตัว ตัวหนึ่งมาจากราก อีกตัวมาจากใบ นำมาบดเป็นผงชงดื่มที่ขึ้นชื่อเรื่องสรรพคุณลดการอักเสบในร่างกาย

แต่หากมองในมุมของ "การลดการอักเสบ" (Anti-inflammatory) ตัวไหนกันแน่ที่ทำหน้าที่ได้ดีกว่ากัน? ผู้เชี่ยวชาญและนักกำหนดอาหาร ได้วิเคราะห์ผลการศึกษาวิจัยล่าสุดมาสรุปให้ฟังแบบเข้าใจง่ายแล้ว


1. "ลาเต้ขมิ้น" ส่งผลต่อการลดการอักเสบอย่างไร?

สารออกฤทธิ์ชีวภาพหลักในขมิ้นชัน ซึ่งเป็นที่มาของสีเหลืองทองและสรรพคุณในการต้านการอักเสบ คือ "เคอร์คูมิน" (Curcumin)

ซัปนา เปรูเวมบา (Sapna Peruvemba, M.S., RDN) นักกำหนดอาหาร ระบุว่า เคอร์คูมินเข้าไปมีอิทธิพลต่อวิถีการส่งสัญญาณการอักเสบหลายรูปแบบในร่างกาย รวมถึงกระบวนการผลิตไซโตไคน์ (Cytokines) ที่ก่อให้เกิดการอักเสบ

ขณะที่ เกรซ เดโรชา (Grace Derocha, M.B.A., RDN) เสริมว่า เคอร์คูมินทำหน้าที่เสมือน "สวิตช์ปิด" การทำงานของยีนที่กระตุ้นการอักเสบ ช่วยลดระดับสารบ่งชี้การอักเสบในร่างกายลง แถมยังมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งความเครียดจากออกซิเดชันกับการอักเสบนั้นมีความเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยส่วนใหญ่ที่ศึกษาเรื่องขมิ้นมักใช้อาหารเสริมเคอร์คูมินความเข้มข้นสูง ซึ่งแตกต่างจากลาเต้ขมิ้นทั่วไปที่จะใส่ผงขมิ้นเพียง 1-2 ช้อนชา จึงได้รับสารเคอร์คูมินในปริมาณที่น้อยกว่างานวิจัยพอสมควร


2. "มัทฉะลาเต้" ส่งผลต่อการลดการอักเสบอย่างไร?

มัทฉะทำจากการนำใบชาเขียวมาบดเป็นผงละเอียด ต่างจากการชงชาเขียวแบบซองที่เราได้รับเพียงน้ำสกัดแล้วทิ้งกาก แต่การดื่มมัทฉะคือการทานใบชาเข้าไปทั้งหมด ร่างกายจึงได้รับสารอาหารเต็มๆ

"มัทฉะอุดมไปด้วยสารโพลีฟีนอลกลุ่มแคทิชิน โดยเฉพาะ EGCG (Epigallocatechin Gallate) ซึ่งโดดเด่นมากในเรื่องการต้านอนุมูลอิสระ และกลไกทางวิทยาศาสตร์ชี้ว่ามันอาจช่วยควบคุมวิถีการอักเสบได้ด้วย" ซัปนา อธิบาย

เกรซ เดโรชา ให้ความเห็นเพิ่มว่า แม้ชาเขียวจะมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง แต่หลักฐานทางคลินิกที่ยืนยันว่าการดื่มมัทฉะช่วยลดการอักเสบทั้งระบบในร่างกายมนุษย์ได้อย่างมีนัยสำคัญนั้น ยังอยู่ในช่วงกำลังพัฒนาและมีผลลัพธ์ที่หลากหลาย ดังนั้น จึงควรมองมัทฉะเป็น "แหล่งรวมสารต้านอนุมูลอิสระที่มีศักยภาพในการต้านการอักเสบ" มากกว่ามองว่าเป็นยาลดการอักเสบโดยตรง


สรุป: ลาเต้ขมิ้น vs มัทฉะลาเต้ อันไหนดีกว่ากัน?

คำตอบสั้นๆ คือ "ไม่มีอันไหนดีกว่ากันอย่างเด็ดขาด" ทั้งคู่มีสารสำคัญจากพืชที่ช่วยสนับสนุนระบบต้านการอักเสบและต้านอนุมูลอิสระของร่างกาย แต่ทำงานผ่านกลไกที่แตกต่างกัน

ซัปนา สรุปว่า "ถ้าพูดถึงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เรื่องการต้านอักเสบ เคอร์คูมินในขมิ้นมีงานวิจัยรองรับที่แพร่หลายและชัดเจนกว่า EGCG ในมัทฉะ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าขมิ้นจะ 'เหนือกว่า' มัทฉะ เพราะทั้งสองมีสารคนละชนิด และปริมาณที่เราดื่มในรูปแบบเครื่องดื่มก็ต่างจากปริมาณเข้มข้นที่ใช้ทดลองในห้องปฏิบัติการอย่างสิ้นเชิง"

ด้าน เกรซ เสริมปิดท้ายว่า เครื่องดื่มทั้งสองชนิดไม่ใช่ "ยาวิเศษ" ในการรักษาการอักเสบ สิ่งสำคัญที่สุดคือรูปแบบการกินอาหารโดยรวมในชีวิตประจำวันต่างหาก


ไอเดียเติม "ขมิ้น & มัทฉะ" เข้าสู่มื้ออาหารง่ายๆ (ไม่ต้องชงลาเต้)

เทคนิคเพิ่มประโยชน์เข้ามื้ออาหารจากนักกำหนดอาหาร:
  • โรยผงขมิ้นในเมนูคาว: ใส่ในไข่คน โทฟูผัด ผักอบ ซุป แกงกะหรี่ หรือน้ำสลัดวิเนเกรตต์ (เนื่องจากเคอร์คูมินละลายได้ดีในไขมัน ควรกินคู่กับไขมันดีและพริกไทยดำเล็กน้อยเพื่อช่วยให้ร่างกายดูดซึมได้ดีขึ้น)
  • ผสมมัทฉะในมื้อเช้า: คนผงมัทฉะลงในกรีกโยเกิร์ต ข้าวโอ๊ตแช่ข้ามคืน (Overnight Oats) ปั่นรวมกับสมูทตี้ พุดดิ้งเมล็ดเจีย หรือใส่ในเมนูเบเกอรี่อบ

บทสรุปผู้เชี่ยวชาญ: ไม่ว่าจะเป็นลาเต้ขมิ้นหรือมัทฉะลาเต้ ต่างก็เป็นเครื่องดื่มที่มีประโยชน์และเข้าร่วมกับอาหารต้านการอักเสบได้ดีทั้งคู่ คุณสามารถเลือกดื่มตามรสชาติที่ชอบ หรือสลับสับเปลี่ยนเพื่อเพิ่มความหลากหลายและสีสันให้กับมื้ออาหารของคุณได้เลย!

 

  • เด็ก 6 ขวบหมดสติหลังกิน "ไข่คนมะเขือเทศ" ที่ยายทำให้ แพทย์ชี้อันตรายใกล้ตัวมาก
  • ด.ช. 9 ขวบ มีนิ่วในท้อง 56 ก้อน หมอเผยต้นเหตุทำแม่ทรุด ที่แท้คือสิ่งที่ให้ลูกกินทุกวัน
  •  

    ผู้เชี่ยวชาญให้ข้อมูลอ้างอิง

    1. Sapna Peruvemba, M.S., RDN: นักกำหนดอาหารวิชาชีพ
    2. Grace Derocha, M.B.A., RDN, CDCES: นักกำหนดอาหารวิชาชีพ และผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลและสอนผู้ป่วยเบาหวาน
    เรียบเรียงสำหรับ Sanook / คอลัมน์สุขภาพและโภชนาการ
    แชร์เรื่องนี้
    แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
    ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
    กำลังโหลดข้อมูล