"ลาเต้ขมิ้น vs มัทฉะลาเต้" เมนูไหนต้านอักเสบดีกว่า? สรุปชัดโดยนักกำหนดอาหาร!

"ลาเต้ขมิ้น" vs "มัทฉะลาเต้" เมนูไหนต้านการอักเสบได้ดีกว่ากัน? สรุปชัดเจนโดยนักกำหนดอาหาร
ในวันสบายๆ การได้จิบเครื่องดื่มอุ่นๆ สักแก้วถือเป็นการผ่อนคลายชั้นดี และสำหรับสายรักสุขภาพ ยุคนี้คงไม่มีเครื่องดื่มชงแก้วไหนโดดเด่นไปกว่า "ลาเต้ขมิ้น" (Turmeric Latte) สีนวลทอง และ "มัทฉะลาเต้" (Matcha Latte) สีเขียวสดใส ทั้งสองเมนูต่างสกัดมาจากพืชที่มีสีสันเฉพาะตัว ตัวหนึ่งมาจากราก อีกตัวมาจากใบ นำมาบดเป็นผงชงดื่มที่ขึ้นชื่อเรื่องสรรพคุณลดการอักเสบในร่างกาย
แต่หากมองในมุมของ "การลดการอักเสบ" (Anti-inflammatory) ตัวไหนกันแน่ที่ทำหน้าที่ได้ดีกว่ากัน? ผู้เชี่ยวชาญและนักกำหนดอาหาร ได้วิเคราะห์ผลการศึกษาวิจัยล่าสุดมาสรุปให้ฟังแบบเข้าใจง่ายแล้ว
1. "ลาเต้ขมิ้น" ส่งผลต่อการลดการอักเสบอย่างไร?
สารออกฤทธิ์ชีวภาพหลักในขมิ้นชัน ซึ่งเป็นที่มาของสีเหลืองทองและสรรพคุณในการต้านการอักเสบ คือ "เคอร์คูมิน" (Curcumin)
ซัปนา เปรูเวมบา (Sapna Peruvemba, M.S., RDN) นักกำหนดอาหาร ระบุว่า เคอร์คูมินเข้าไปมีอิทธิพลต่อวิถีการส่งสัญญาณการอักเสบหลายรูปแบบในร่างกาย รวมถึงกระบวนการผลิตไซโตไคน์ (Cytokines) ที่ก่อให้เกิดการอักเสบ
ขณะที่ เกรซ เดโรชา (Grace Derocha, M.B.A., RDN) เสริมว่า เคอร์คูมินทำหน้าที่เสมือน "สวิตช์ปิด" การทำงานของยีนที่กระตุ้นการอักเสบ ช่วยลดระดับสารบ่งชี้การอักเสบในร่างกายลง แถมยังมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งความเครียดจากออกซิเดชันกับการอักเสบนั้นมีความเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิด
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยส่วนใหญ่ที่ศึกษาเรื่องขมิ้นมักใช้อาหารเสริมเคอร์คูมินความเข้มข้นสูง ซึ่งแตกต่างจากลาเต้ขมิ้นทั่วไปที่จะใส่ผงขมิ้นเพียง 1-2 ช้อนชา จึงได้รับสารเคอร์คูมินในปริมาณที่น้อยกว่างานวิจัยพอสมควร
2. "มัทฉะลาเต้" ส่งผลต่อการลดการอักเสบอย่างไร?
มัทฉะทำจากการนำใบชาเขียวมาบดเป็นผงละเอียด ต่างจากการชงชาเขียวแบบซองที่เราได้รับเพียงน้ำสกัดแล้วทิ้งกาก แต่การดื่มมัทฉะคือการทานใบชาเข้าไปทั้งหมด ร่างกายจึงได้รับสารอาหารเต็มๆ
"มัทฉะอุดมไปด้วยสารโพลีฟีนอลกลุ่มแคทิชิน โดยเฉพาะ EGCG (Epigallocatechin Gallate) ซึ่งโดดเด่นมากในเรื่องการต้านอนุมูลอิสระ และกลไกทางวิทยาศาสตร์ชี้ว่ามันอาจช่วยควบคุมวิถีการอักเสบได้ด้วย" ซัปนา อธิบาย
เกรซ เดโรชา ให้ความเห็นเพิ่มว่า แม้ชาเขียวจะมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง แต่หลักฐานทางคลินิกที่ยืนยันว่าการดื่มมัทฉะช่วยลดการอักเสบทั้งระบบในร่างกายมนุษย์ได้อย่างมีนัยสำคัญนั้น ยังอยู่ในช่วงกำลังพัฒนาและมีผลลัพธ์ที่หลากหลาย ดังนั้น จึงควรมองมัทฉะเป็น "แหล่งรวมสารต้านอนุมูลอิสระที่มีศักยภาพในการต้านการอักเสบ" มากกว่ามองว่าเป็นยาลดการอักเสบโดยตรง
สรุป: ลาเต้ขมิ้น vs มัทฉะลาเต้ อันไหนดีกว่ากัน?
คำตอบสั้นๆ คือ "ไม่มีอันไหนดีกว่ากันอย่างเด็ดขาด" ทั้งคู่มีสารสำคัญจากพืชที่ช่วยสนับสนุนระบบต้านการอักเสบและต้านอนุมูลอิสระของร่างกาย แต่ทำงานผ่านกลไกที่แตกต่างกัน
ซัปนา สรุปว่า "ถ้าพูดถึงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เรื่องการต้านอักเสบ เคอร์คูมินในขมิ้นมีงานวิจัยรองรับที่แพร่หลายและชัดเจนกว่า EGCG ในมัทฉะ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าขมิ้นจะ 'เหนือกว่า' มัทฉะ เพราะทั้งสองมีสารคนละชนิด และปริมาณที่เราดื่มในรูปแบบเครื่องดื่มก็ต่างจากปริมาณเข้มข้นที่ใช้ทดลองในห้องปฏิบัติการอย่างสิ้นเชิง"
ด้าน เกรซ เสริมปิดท้ายว่า เครื่องดื่มทั้งสองชนิดไม่ใช่ "ยาวิเศษ" ในการรักษาการอักเสบ สิ่งสำคัญที่สุดคือรูปแบบการกินอาหารโดยรวมในชีวิตประจำวันต่างหาก
ไอเดียเติม "ขมิ้น & มัทฉะ" เข้าสู่มื้ออาหารง่ายๆ (ไม่ต้องชงลาเต้)
- โรยผงขมิ้นในเมนูคาว: ใส่ในไข่คน โทฟูผัด ผักอบ ซุป แกงกะหรี่ หรือน้ำสลัดวิเนเกรตต์ (เนื่องจากเคอร์คูมินละลายได้ดีในไขมัน ควรกินคู่กับไขมันดีและพริกไทยดำเล็กน้อยเพื่อช่วยให้ร่างกายดูดซึมได้ดีขึ้น)
- ผสมมัทฉะในมื้อเช้า: คนผงมัทฉะลงในกรีกโยเกิร์ต ข้าวโอ๊ตแช่ข้ามคืน (Overnight Oats) ปั่นรวมกับสมูทตี้ พุดดิ้งเมล็ดเจีย หรือใส่ในเมนูเบเกอรี่อบ
บทสรุปผู้เชี่ยวชาญ: ไม่ว่าจะเป็นลาเต้ขมิ้นหรือมัทฉะลาเต้ ต่างก็เป็นเครื่องดื่มที่มีประโยชน์และเข้าร่วมกับอาหารต้านการอักเสบได้ดีทั้งคู่ คุณสามารถเลือกดื่มตามรสชาติที่ชอบ หรือสลับสับเปลี่ยนเพื่อเพิ่มความหลากหลายและสีสันให้กับมื้ออาหารของคุณได้เลย!

ผู้เชี่ยวชาญให้ข้อมูลอ้างอิง
- Sapna Peruvemba, M.S., RDN: นักกำหนดอาหารวิชาชีพ
- Grace Derocha, M.B.A., RDN, CDCES: นักกำหนดอาหารวิชาชีพ และผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลและสอนผู้ป่วยเบาหวาน
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี